สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๘
ครับ
ขอส่งความสุขปีใหม่
มาพร้อมกับข้อเขียนฉบับนี้ หวังว่า คงจะได้อ่าน แล้วขอให้นึกภาพปีใหม่ที่ผมประสบมา
อย่างมีความสุข
เมื่อสมัยยังเป็นวัยรุ่น
เรียนมัธยมอยู่ ในตอนนั้น รายการโทรทัศน์ มีถึงแค่ ๔ ทุ่มก็ปิดสถานีแล้ว
แต่ในวันปีใหม่ มีรายการทีวีจนรุ่งเช้า ในสมัยนั้น
ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเตร็ดเตร่ข้างนอกโดยลำพังแต่จำได้ว่ามีอยู่ปีหนึ่ง
ที่เพื่อนมาค้างที่บ้าน และเราโต้รุ่งกันอยู่หน้าทีวี ไม่ยอมนอนจนถึงรุ่งเช้า
และครั้งนั้น เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับตัวเองว่า คืนวันที่ ๓๑ ธันวาคมนั้น จะต้องโต้รุ่งเป็นประจำทุกปี
เมื่อได้เรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
นั้น วันปีใหม่เป็นวันที่รุ่นพี่ๆ ทำพิธีถอดหมวกแก๊ปสีเขียวให้กับนิสิตชายปีหนึ่ง และถอดโบว์ติดที่เข็มเครื่องหมาย นิสิตหญิง
ซึ่งหมวกและโบว์นี้ ต้องใส่และติดทุกวันมาตั้งแต่วันรับน้องใหม่ วันปีใหม่จึงเป็นวันที่น้องใหม่หมดภาระ
ปฏิบัติตัวเป็นนิสิตปกติต่อไป จึงมีความรู้สึกปลอดโปร่งมาก และวันปีใหม่นั้น มีงานรื่นเริงกันที่หลังหอประชุมใหญ่
ตรงหน้ามหาวิทยาลัย กิจกรรม ที่สำคัญ คือนิสิตปัจจุบันทุกรุ่นจะต้องส่งการแสดงมาให้ชมกัน
แต่ที่เป็นประเพณีนิยมประจำทุกปี คือ นิสิตปี ๕ ซึ่งเป็นปีอาวุโสสุด จะแสดงละครพูดเรื่อง
เกษตรานคร ซึ่งเป็นละครที่มี เจ้าครองนครนั่งบนแท่น และมีมหาดเล็ก ๒-๓
คนนั่งกับพื้นว่าราชการกัน ซึ่งเนื้อความเป็นเรื่องกระทบสังคมล้อเลียนเหตุการณ์ที่เกิดมาทั้งปี
โดยเฉพาะกระทบอาจารย์ เพราะผู้แสดงถือว่าเป็นปีสุดท้ายแล้ว ถึงอาจารย์จะโกรธ
ก็หักคะแนนไม่ได้ เลยพลอตเรื่องสนุกๆเป็นที่ติดตามของทุกคน แต่รุ่นผมนั้น
เป็นรุ่นเปลี่ยนหลักสูตร เรียนจบตั้งแต่ปี ๔ จึงไม่มีโอกาสเล่นละครพูดเรื่อง
เกษตรานคร เพราะรุ่นที่เรียนก่อน ๑ รุ่น ยังอยู่ ปี ๕ เราจึงเล่น เรื่องโคกขี้แห้งแทน
เอากำนัน กับผู้ใหญ่บ้านโคกขี้แห้งมานั่งคุยกัน ก็กระทบสังคมล้อเลียนเหมือนกัน
แต่ล้อเลียนสังคมภายนอกในชนบทให้ตลกๆ และเสียดสีชีวิตหอพักที่เราอยู่กันมา
สำหรับคำว่าโคกขี้แห้งนั้น เราตั้งขึ้นมาเอง นัยว่า สมัยก่อนชนบทไม่มีห้องน้ำ
ต้องถ่ายตามทุ่ง ขี้แห้งจึงมี ทับถมกัน ณ ที่แห่งหนึ่ง แล้วกลายเป็นบ้านโคกขี้แห้งที่เราสร้างไว้
สิ่งที่อดกล่าวถึงไม่ได้ทุกปีในงานของมหาวิทยาลัย
คือเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน count
down แล้วเพลงสวัสดีปีใหม่ก็กระหึ่มขึ้น ตามด้วยเพลงรำวงปีใหม่ และเพลงอื่นๆที่ใช้ลีลาศจนรุ่งเช้า
ในช่วงเที่ยงคืน ตอน count
down นั้น ถ้าเราหมายปองผู้ใด ไม่ว่าจะรุ่นเดียวกันหรือรุ่นน้อง
จะกล่าวสวัสดีปีใหม่ให้แก่กัน ดูเป็นความประทับใจ ยากที่จะลืม แต่สำหรับกลุ่มที่
ไม่เอาไหน ดื่มแต่สุรายาเมา ก็โต้รุ่งเหมือนกัน กลุ่มเหล่านี้
จะล้อมวงกันแถวริมสระน้ำหน้าหอประชุม นอกบริเวณที่เขาจัดงาน
บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ เข้าปีใหม่แล้ว ช่วงปีใหม่ เข้าใจว่ายกเว้นกฎเกณฑ์
ห้ามดื่มสุราในมหาวิทยาลัย ๑ วัน
เมื่อจบทำงานแล้ว
การฉลองปีใหม่ที่ทำงานมักจะเป็นช่วงตอนเที่ยงในวันทำงาน ก่อนที่จะหยุดปีใหม่
เพราะเมื่อถึงวันหยุด ทุกคนจะกลับบ้านไปหาครอบครัว ยกเว้นแต่คนที่ครอบครัวระอา
สั่งห้ามเด็ดขาดว่า ถ้ายังหายใจอยู่ไม่ต้องกลับไปเด็ดขาด มีอยู่ครั้งหนึ่ง
ที่ผมพยายามอยากจะจีบสาวอยู่คนหนึ่ง จึงได้ตามไปฉลองปีใหม่ที่บ้านญาติๆเขา
เมื่อไปถึง ทางบ้านเขากำลังล้อมวงร่ำสุรา กำลัง สนุกสนานได้ที่ ผมไปถึงก็ได้ผสมโรง
จนเย็น เอาความเมากลับมา แล้วระหกระเหินไปต่อตามร้านอาหารคนเดียว อีก ๒-๓ ร้าน
จำได้ว่ามีร้านชายทะเลจันทร์เพ็ญแถวลาดพร้าว ซึ่งปัจจุบันไม่เห็นแล้ว
เหตุการณ์ปีนั้น หลังเที่ยงคืนถึงได้กลับบ้าน
ตื่นมาตอน รุ่งเช้า ก็ไม่กล้าไปหาสาวคนนั้นอีกเลย
เนื่องจากการดื่มสุรามามากไม่ว่าจะปีใหม่
หรือไม่ปีใหม่ ก็ต้องดื่ม เช่น ดื่มเนื่องในวันจันทร์ เนื่องในวันอังคาร
หรือวันอื่นๆครบทั้ง ๗ วัน ทั้งนี้ ตั้งแต่หัดดื่มมา รู้สึกว่าจะเมาอยู่ ๒ ครั้ง
นอกนั้น ไม่รู้เรื่องเลย ทำให้ในปัจจุบันนี้ สมองเสื่อมลง
ขี้หลงขี้ลืมมากๆ ยกตัวอย่างเช่น วันหนึ่ง ผมได้ไปธุระแถวถนนพุทธมณฑล
ซึ่งต้องจอดรถข้างถนน พอจอดเสร็จ ล็อครถเรียบร้อย ก็เดินไปทิศทางด้านหลังรถที่จอด
เดินสักพัก นึกขึ้นมาได้ว่า ลืมเข้าเกียร์ว่างไว้ เผื่อมีใครจะเข็น
เลยรีบเดินกลับมา คลายล็อคประตู แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งที่เบาะหลัง
พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็งงๆ นึกขึ้นได้ว่าเราต้องไปนั่งเบาะหน้าเพื่อปรับเกียร์ใหม่นี่หว่า
อดหัวเราะขำตัวเองไม่ได้ที่ขึ้นมานั่งเบาะหลังซะอย่างดี นอกจากนั้น
เวลาออกจากบ้านตอนเช้าๆ ยิ่งแย่มากๆ เคยเอาถุงเท้าที่จะใส่ มาพาดบ่าไว้แล้วทำโน่นทำนี่ต่อไปจนลืมว่าเอาถุงเท้าไว้ที่ไหน
หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ ตัดสินใจไปเอาคู่ใหม่มาใส่ ไปไหนๆ สักพัก
จึงพบว่าถุงเท้าที่หาอยู่ พาดบ่าติดออกไปข้างนอกซะไกล จนขณะนี้ ก่อนออกจากบ้าน
นึกขำๆว่าวันนี้จะลืมอะไร แต่กว่าจะรู้ ก็ต้องออกจากบ้านไปไกลๆแล้ว
เรื่องสมองนี้ เกี่ยวพันกับภาษาที่ปล่อยไก่เป็นประจำเหมือนกัน
เช่น ร้านอาหาร Yayoi ผมอ่านว่า ยายอย
ร้าน Isetan ผมอ่านว่า ไอซีแทน
มาทราบทีหลังว่า ร้านแรกเรียก ยาโยอิ และ ร้านที่ ๒ เรียก ไอซีตัน
เรื่องอ่านหนัวสือก็เหมือนกัน เกี่ยวกับพระอิศวร (อิ สวน) ผมอ่านว่า พระ อิศ วอน มาเป็นเวลานานทีเดียว เฮ้อ!
ปีใหม่ปีนี้ ขอให้
ได้รับความปรารถนาดี จากบุคคลหลายๆคน ผู้ที่รักเคารพท่านให้มากๆ ให้ได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ
ซึ่งบุคคลเหล่านั้น ผมขอรวมเป็นหนึ่งอยู่ด้วย อย่าให้เหมือนกับ ชายอาวุโสคนหนึ่ง
นั่งกินข้าวล้อมวงกับหนุ่มๆ มื้อนั้น เป็นอาหารเช้า มีต้มฟัก กำลังเดือดร้อนสุดๆ
ไอ้หนุ่มคนหนึ่ง ตักต้มฟัก ซดเฮือก ลวกปากตัวเอง แต่ด้วยความเจ้าเล่ ก็ นิ่งไว้
ทำท่าทางปกติ รำพึงออกมาว่า ร้อนกว่านี้อีกนิดก็ดี ชายอาวุโส นึกว่าไม้ร้อน
ตักต้มฟักซดเฮือกตามบ้าง แล้วก็รำพึงออกมาตามไรฟัน ว่า ร้อนกว่านี้อีกนิด กูก็เตะมึง
สวัสดีปีใหม่ครับ
ขอให้สนุกสนานกับเพลงรำวงปีใหม่ด้วยบรรยากาศที่ชื่น สำหรับผม ขอรำวงเพลง “ เกษตรนี่หล่อจริงๆ
ผู้หญิงเขาอยากรู้จัก เกษตรนี่หล่อยิ่งนัก ถ้าใครรู้จักกินผักฟรีๆ” เคยได้ยินมาบ้างไหมครับ เป็นเพลงที่เข้ากับผมมากๆ
ชวาลวุฑฒ
ไชยนุวัติ (บู๊ คนเคยหนุ่ม)




















































