วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558


 

 

 

                                      สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๘ ครับ

            ขอส่งความสุขปีใหม่ มาพร้อมกับข้อเขียนฉบับนี้ หวังว่า คงจะได้อ่าน แล้วขอให้นึกภาพปีใหม่ที่ผมประสบมา อย่างมีความสุข

            เมื่อสมัยยังเป็นวัยรุ่น เรียนมัธยมอยู่ ในตอนนั้น รายการโทรทัศน์ มีถึงแค่ ๔ ทุ่มก็ปิดสถานีแล้ว แต่ในวันปีใหม่ มีรายการทีวีจนรุ่งเช้า ในสมัยนั้น ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเตร็ดเตร่ข้างนอกโดยลำพังแต่จำได้ว่ามีอยู่ปีหนึ่ง ที่เพื่อนมาค้างที่บ้าน และเราโต้รุ่งกันอยู่หน้าทีวี ไม่ยอมนอนจนถึงรุ่งเช้า และครั้งนั้น เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับตัวเองว่า คืนวันที่ ๓๑ ธันวาคมนั้น จะต้องโต้รุ่งเป็นประจำทุกปี

            เมื่อได้เรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นั้น วันปีใหม่เป็นวันที่รุ่นพี่ๆ ทำพิธีถอดหมวกแก๊ปสีเขียวให้กับนิสิตชายปีหนึ่ง  และถอดโบว์ติดที่เข็มเครื่องหมาย นิสิตหญิง ซึ่งหมวกและโบว์นี้ ต้องใส่และติดทุกวันมาตั้งแต่วันรับน้องใหม่ วันปีใหม่จึงเป็นวันที่น้องใหม่หมดภาระ ปฏิบัติตัวเป็นนิสิตปกติต่อไป จึงมีความรู้สึกปลอดโปร่งมาก และวันปีใหม่นั้น มีงานรื่นเริงกันที่หลังหอประชุมใหญ่ ตรงหน้ามหาวิทยาลัย กิจกรรม ที่สำคัญ คือนิสิตปัจจุบันทุกรุ่นจะต้องส่งการแสดงมาให้ชมกัน แต่ที่เป็นประเพณีนิยมประจำทุกปี คือ นิสิตปี ๕ ซึ่งเป็นปีอาวุโสสุด จะแสดงละครพูดเรื่อง เกษตรานคร ซึ่งเป็นละครที่มี เจ้าครองนครนั่งบนแท่น และมีมหาดเล็ก ๒-๓ คนนั่งกับพื้นว่าราชการกัน ซึ่งเนื้อความเป็นเรื่องกระทบสังคมล้อเลียนเหตุการณ์ที่เกิดมาทั้งปี โดยเฉพาะกระทบอาจารย์ เพราะผู้แสดงถือว่าเป็นปีสุดท้ายแล้ว ถึงอาจารย์จะโกรธ ก็หักคะแนนไม่ได้ เลยพลอตเรื่องสนุกๆเป็นที่ติดตามของทุกคน แต่รุ่นผมนั้น เป็นรุ่นเปลี่ยนหลักสูตร เรียนจบตั้งแต่ปี ๔ จึงไม่มีโอกาสเล่นละครพูดเรื่อง เกษตรานคร เพราะรุ่นที่เรียนก่อน ๑ รุ่น ยังอยู่ ปี ๕ เราจึงเล่น เรื่องโคกขี้แห้งแทน เอากำนัน กับผู้ใหญ่บ้านโคกขี้แห้งมานั่งคุยกัน ก็กระทบสังคมล้อเลียนเหมือนกัน แต่ล้อเลียนสังคมภายนอกในชนบทให้ตลกๆ และเสียดสีชีวิตหอพักที่เราอยู่กันมา สำหรับคำว่าโคกขี้แห้งนั้น เราตั้งขึ้นมาเอง นัยว่า สมัยก่อนชนบทไม่มีห้องน้ำ ต้องถ่ายตามทุ่ง ขี้แห้งจึงมี ทับถมกัน ณ ที่แห่งหนึ่ง แล้วกลายเป็นบ้านโคกขี้แห้งที่เราสร้างไว้  

           

 

 

            สิ่งที่อดกล่าวถึงไม่ได้ทุกปีในงานของมหาวิทยาลัย คือเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน count down แล้วเพลงสวัสดีปีใหม่ก็กระหึ่มขึ้น ตามด้วยเพลงรำวงปีใหม่ และเพลงอื่นๆที่ใช้ลีลาศจนรุ่งเช้า ในช่วงเที่ยงคืน ตอน count down นั้น ถ้าเราหมายปองผู้ใด ไม่ว่าจะรุ่นเดียวกันหรือรุ่นน้อง จะกล่าวสวัสดีปีใหม่ให้แก่กัน ดูเป็นความประทับใจ ยากที่จะลืม แต่สำหรับกลุ่มที่ ไม่เอาไหน ดื่มแต่สุรายาเมา ก็โต้รุ่งเหมือนกัน กลุ่มเหล่านี้ จะล้อมวงกันแถวริมสระน้ำหน้าหอประชุม นอกบริเวณที่เขาจัดงาน บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ เข้าปีใหม่แล้ว  ช่วงปีใหม่ เข้าใจว่ายกเว้นกฎเกณฑ์ ห้ามดื่มสุราในมหาวิทยาลัย ๑ วัน  

            เมื่อจบทำงานแล้ว การฉลองปีใหม่ที่ทำงานมักจะเป็นช่วงตอนเที่ยงในวันทำงาน ก่อนที่จะหยุดปีใหม่ เพราะเมื่อถึงวันหยุด ทุกคนจะกลับบ้านไปหาครอบครัว ยกเว้นแต่คนที่ครอบครัวระอา สั่งห้ามเด็ดขาดว่า ถ้ายังหายใจอยู่ไม่ต้องกลับไปเด็ดขาด มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ผมพยายามอยากจะจีบสาวอยู่คนหนึ่ง จึงได้ตามไปฉลองปีใหม่ที่บ้านญาติๆเขา เมื่อไปถึง ทางบ้านเขากำลังล้อมวงร่ำสุรา กำลัง สนุกสนานได้ที่ ผมไปถึงก็ได้ผสมโรง จนเย็น เอาความเมากลับมา แล้วระหกระเหินไปต่อตามร้านอาหารคนเดียว อีก ๒-๓ ร้าน จำได้ว่ามีร้านชายทะเลจันทร์เพ็ญแถวลาดพร้าว ซึ่งปัจจุบันไม่เห็นแล้ว เหตุการณ์ปีนั้น หลังเที่ยงคืนถึงได้กลับบ้าน  ตื่นมาตอน รุ่งเช้า ก็ไม่กล้าไปหาสาวคนนั้นอีกเลย

            เนื่องจากการดื่มสุรามามากไม่ว่าจะปีใหม่ หรือไม่ปีใหม่ ก็ต้องดื่ม เช่น ดื่มเนื่องในวันจันทร์ เนื่องในวันอังคาร หรือวันอื่นๆครบทั้ง ๗ วัน ทั้งนี้ ตั้งแต่หัดดื่มมา รู้สึกว่าจะเมาอยู่ ๒ ครั้ง นอกนั้น ไม่รู้เรื่องเลย  ทำให้ในปัจจุบันนี้ สมองเสื่อมลง ขี้หลงขี้ลืมมากๆ ยกตัวอย่างเช่น วันหนึ่ง ผมได้ไปธุระแถวถนนพุทธมณฑล ซึ่งต้องจอดรถข้างถนน พอจอดเสร็จ ล็อครถเรียบร้อย ก็เดินไปทิศทางด้านหลังรถที่จอด เดินสักพัก นึกขึ้นมาได้ว่า ลืมเข้าเกียร์ว่างไว้ เผื่อมีใครจะเข็น เลยรีบเดินกลับมา คลายล็อคประตู แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งที่เบาะหลัง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็งงๆ นึกขึ้นได้ว่าเราต้องไปนั่งเบาะหน้าเพื่อปรับเกียร์ใหม่นี่หว่า อดหัวเราะขำตัวเองไม่ได้ที่ขึ้นมานั่งเบาะหลังซะอย่างดี นอกจากนั้น เวลาออกจากบ้านตอนเช้าๆ ยิ่งแย่มากๆ เคยเอาถุงเท้าที่จะใส่ มาพาดบ่าไว้แล้วทำโน่นทำนี่ต่อไปจนลืมว่าเอาถุงเท้าไว้ที่ไหน หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ ตัดสินใจไปเอาคู่ใหม่มาใส่ ไปไหนๆ สักพัก จึงพบว่าถุงเท้าที่หาอยู่ พาดบ่าติดออกไปข้างนอกซะไกล จนขณะนี้ ก่อนออกจากบ้าน นึกขำๆว่าวันนี้จะลืมอะไร แต่กว่าจะรู้ ก็ต้องออกจากบ้านไปไกลๆแล้ว

            เรื่องสมองนี้ เกี่ยวพันกับภาษาที่ปล่อยไก่เป็นประจำเหมือนกัน เช่น ร้านอาหาร Yayoi ผมอ่านว่า ยายอย ร้าน Isetan ผมอ่านว่า ไอซีแทน มาทราบทีหลังว่า ร้านแรกเรียก ยาโยอิ และ ร้านที่ ๒ เรียก ไอซีตัน เรื่องอ่านหนัวสือก็เหมือนกัน  เกี่ยวกับพระอิศวร (อิ สวน)  ผมอ่านว่า พระ อิศ วอน มาเป็นเวลานานทีเดียว เฮ้อ!

          ปีใหม่ปีนี้ ขอให้ ได้รับความปรารถนาดี จากบุคคลหลายๆคน ผู้ที่รักเคารพท่านให้มากๆ ให้ได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ ซึ่งบุคคลเหล่านั้น ผมขอรวมเป็นหนึ่งอยู่ด้วย อย่าให้เหมือนกับ ชายอาวุโสคนหนึ่ง นั่งกินข้าวล้อมวงกับหนุ่มๆ มื้อนั้น เป็นอาหารเช้า มีต้มฟัก กำลังเดือดร้อนสุดๆ ไอ้หนุ่มคนหนึ่ง ตักต้มฟัก ซดเฮือก ลวกปากตัวเอง แต่ด้วยความเจ้าเล่ ก็ นิ่งไว้ ทำท่าทางปกติ รำพึงออกมาว่า ร้อนกว่านี้อีกนิดก็ดี ชายอาวุโส นึกว่าไม้ร้อน ตักต้มฟักซดเฮือกตามบ้าง แล้วก็รำพึงออกมาตามไรฟัน ว่า ร้อนกว่านี้อีกนิด กูก็เตะมึง

            สวัสดีปีใหม่ครับ  ขอให้สนุกสนานกับเพลงรำวงปีใหม่ด้วยบรรยากาศที่ชื่น  สำหรับผม ขอรำวงเพลง “ เกษตรนี่หล่อจริงๆ ผู้หญิงเขาอยากรู้จัก เกษตรนี่หล่อยิ่งนัก ถ้าใครรู้จักกินผักฟรีๆ”  เคยได้ยินมาบ้างไหมครับ เป็นเพลงที่เข้ากับผมมากๆ  

 

                                                                                    ชวาลวุฑฒ ไชยนุวัติ (บู๊ คนเคยหนุ่ม) 

 

 

                                                                 วันคล้ายวันเกิด ของผม

วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นวันคล้ายวันเกิดของผมอีกรอบปีหนึ่ง เป็นปีที่ ๖๙ ซึ่งก็มีกิจกรรมต่างๆ เหมือนแต่ละรอบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการอวยพรวันเกิดผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น โปรแกรมไลน์ เฟสบุ๊ค เมสเซ็นเจอร์ และจดหมาย ทุกคำอวยพรมีความหมายกับผมมาก และเป็นสิ่งจรรโลงใจให้ผมปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่อย่างยืนยาว จนถึงรอบปีที่ ๗๐ในปีหน้า และปีต่อๆไป

ทราบดีอยู่แล้วว่า การดำรงชีวิตนั้น ย่อมมีวันดี และวันที่ไม่ค่อยดีกับเรา เป็นสัจจธรรมอยู่แล้ว แต่สำหรับในวันที่ไม่ค่อยดีนั้น เราจะเรียนรู้ ที่จะอยู่สู้กับมันได้อย่างไร จิตใจเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ขณะนี้ ทราบดีว่า ผมไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงคนเดียว ยังมี อีกหลายๆคน เป็น เพื่อน พี่ น้อง และญาติๆพากันส่งข่าวมาว่า ยังอยู่เคียงคู่ตลอดไป  เพราะคำอวยพรวันเกิดที่ผมได้เปิดอ่าน ทุกคำอวยพร เปรียบเหมือนคำมั่นสัญญา ว่า จะร่วมเคียงคู่กับผม ต่อไป และตลอดไป

เป็นของธรรมดาที่วันคล้ายวันเกิด ที่เราตื่นขึ้นมานั้น ไม่ค่อยราบรื่นนัก เพราะนอนไม่หลับ ตื่นเต้นกับภาระกิจที่จะเกิดขึ้นต่อไป และใช้เวลาในวันนั้น จนจบวันในเวลาเที่ยงคืน ต่อเลยไปถึง ตีหนึ่ง แล้วรุ่งสาง ด้วยความเมามาย จนต้องสัญญากับตัวเอง ว่า ไม่เอาอีกแล้ว ความเมาไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเลย แต่แล้วในอนาคต ก็คงมีสิ่งยั่วยวนใจให้เราละสัญญา กลับมาดื่มอีก เพราะมีบรรยากาศอำนวยมากๆ เอาละครับ วันคล้ายวันเกิดเพียงวันเดียว ช่างมัน ขอเละเทะกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆสักวันหนึ่ง

มีหลายๆคน ไปทำบุญตักบาตรในวันคล้ายวันเกิด นั้น เพื่อเป็นสิริมงคล แต่ผมไม่ได้ไป เพราะไม่พร้อม เนื่องจากนอนน้อย แต่ก็คิดว่า เราไม่ได้ใส่บาตรวันเกิด เพียงวันเดียว แม้วันต่อๆมา เราก็สามารถจะใส่บาตรได้ทุกวัน การทำบุญตักบาตรนั้น คิดว่าเป็นเครื่องสอนใจ ให้เรารู้จักการให้ และ เมื่อเราจะให้ ต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดที่เรามี นั่นคือ การเลือกอาหาร และปัจจัยต่างๆที่เป็นของใหม่ๆเพิ่งทำเสร็จ เพื่อจะใส่บาตรด้วย ผมมีความอิ่มใจที่เห็นพระคุณเจ้า ฉันอาหาร และรับปัจจัยที่เราตั้งใจทำบุญทุกครั้ง และดีใจมากๆที่เห็นทุกๆคนไปทำบุญตักบาตรในวันเกิด และวันอื่นๆที่ตามมาด้วย

ในวันเกิดนี้ ผมขอให้น้องมาจัดคาราโอเกะที่บ้าน เพื่อที่ใครๆในวันนั้น จะได้ร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้ผม เพลงนี้เหมือนเสียงจากสวรรค์ ที่จรรโลงใจเราว่าวันนี้ เราเป็นพระเอก เป็นจุดสนใจ ของทุกๆคน เพราะวันที่เราเกิดมาจริงๆนั้น คงไม่มีใครร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้เรา แต่เราเองร้องอุแว้ๆ แปลว่า ออกมาแว้ว(แล้ว) ดีเลวยังไงก็ออกมาแล้ว ตอนนั้น ทั้งๆที่ไม่รู้ความ แต่มั่นใจว่าเราก็เป็นจุดสนใจ เหมือนวันคล้ายวันเกิดทุกๆครั้งในปัจจุบันนั่นเอง

ตั้งแต่นี้ต่อไป ผมคงจะเฝ้าดูข่าววันเกิดของๆพี่ๆเพื่อนๆและน้องๆ เพื่อจะได้เป็นอีกคนหนึ่งที่ส่งความปรารถนาดีไปให้ ถ้าได้รับจากผม ขอให้คิดเลยว่าเป็นความตั้งใจ และมุ่งมั่น ให้ทุกๆคนมีความสุขวันเกิด และวันต่อๆไป เหมือนกับที่ผมได้รับในวันเกิดของตัวเอง แต่อย่าดื่มจนเมามายอย่างที่ผมประสบ เพราะเป็นสิ่งเติมแต่งที่ไม่ดี แทรกอยู่ 

ขอบคุณมากๆอีกครั้งครับ ที่ได้อวยพรวันเกิด เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘นั้น  ซึ่งผมเรียกวันนั้น ว่าวันคล้ายวันเกิด เพราะวันเกิดที่แท้จริงนั้น มีวันเดียว คือเมื่อ ๖๙ ปีที่ผ่านมาแล้ว

 

                                                                        ชวาลวุฑฒ ไชยนุวัติ (บู๊ คนเคยหนุ่ม)

coming back to my block

Hi, everyone. I am trying to come back to my block.  Now I don't know how to upload my pictures, just trying and it doesn't work.


Presently. I am 69 years old going to 70.  I don't know how longer I could stay as more healthy as I could. I am going to see doctor to have my prostate gland check in next few days, hoping there is nothing happened. 


Just a short notice for trying to post in my block. See you again soon.   Chavalvut

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

last birth day


          ตั้ง แต่วันที่ ๒๔ เรื่อยมาจนถึงวันที่ ๒๗ กพ. ผมได้รับ ข้อความ และจดหมายอวยพรให้มีความสุขวันเกิด ผมได้อ่านของทุกๆคน และดีใจมากที่มีพี่ๆเพื่อนๆ น้องๆอวยพร ไม่ได้ลืมวันเกิดผม และคราวนี้ ก็ตั้งใจจะตอบขอบคุณพร้อมๆกันทุกคน

แสดงว่า ๖๘ ปีของผมจากไปแล้ว และไม่สามารถเรียกวันเวลาเหล่านั้น กลับมาอีก จะต้องมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ เหลือแต่ความทรงจำที่ดีๆ เวลาไปศูนย์การค้า เห็น หนุ่มๆ สาวๆ เด็กๆ เขาเดินคู่กัน เล่นกันอย่างสนุกสนาน ผมก็เคยคิดคำนึงในใจคนเดียวว่า เราเคยมีวันเหล่านั้น แบบนั้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว

เมื่อปี ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นเวลาที่ผมได้มีโอกาสเรียน วปรอ. ในปีนั้น ผมได้เขียน จดหมายปีใหม่ให้กับพี่ๆเพื่อนๆน้องๆ พอดีได้มีโอกาสมาอ่านอีกครั้ง ยังคิดว่าเราคิดเขียนมาได้ยังไงนะ เขียนดีจริงๆ (แฮ่ะๆ) ผมได้เขียนว่า ความสุของเราเป็นแบบไหน สำหรับผมเห็นว่า เงินทอง ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่ และโอกาสเป็นของนอกกายที่เรามีประกอบชีวิตเราแค่ช่วงหนึ่งๆ หลายๆคนโชคดี เกิดมาในกองเงินกองทอง บางคนก็มีชีวิตราบรื่นที่น่าอิจฉา

พบเห็นหลายๆคนที่ประสบความสำเร็จ มีฐานะดีมากๆ มีบ้านสวยงาม แต่อยู่ไปไม่นาน เกิดป่วยเป็นมะเร็ง ต้องจากไปในเร็ววัน น่าเสียดายสรวงสวรรค์ที่สร้างไว้ แต่อยู่ใช้ชีวิตกับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้นาน ความเป็นปกติไปนานๆ สุขภาพดีๆนั่นต่างหากที่เป็นความสุขที่แท้จริง ผมเคยนอนในรถเข็นที่โรงพยาบาล เพิ่งออกจากห้องผ่าตัด ขณะที่ถูกเข็นอยู่นั้น เห็นคนเดินผ่านไปมา แข็งแรงสดชื่น ความปรารถนาของผมตอนนั้น ขอแค่ให้เป็นคนปกติ เหมือนกับคนที่เดินผ่านไปมาเท่านั้น  ลองไปถามคนเป็นมะเร็งดู ว่าเขามีความอยากได้อะไร ปรากฎว่า เขาอยากได้ความเป็นปกติกลับคืนมาเท่านั้น

ไม่อยากจะเชื่อว่า เรามีชาติก่อนชาติหน้า แต่เห็นคนมีความแตกต่างกันมาตั้งแต่เกิด บางคนเกิดมามีบุญ ได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ และบางคนก็โชคร้าย เกิดมาก็พบแต่ความลำบากยากเข็น เป็นกรรมตั้งแต่เมื่อใด และที่แน่ๆคือ เกิดมาแล้ว ชาตินี้ ก็ยังทำกรรมที่ไม่ดีต่อไปอีก อนาคตต่อไป ต้องเจอการชดใช้ที่แน่นอน บางครั้งคนทำไม่ได้รับกรรม แต่กรรมนั้นส่งไปที่ลูกหลานก็เป็นได้ แต่คนที่ทำความดี จิตใจสดชื่น เบิกบาน ทำให้สุขภาพดี แข็งแรง ได้รับแต่สิ่งดีๆ แบบนี้ ใช่ไหมครับ ที่เราทุกคนปรารถนา และสิ่งที่ดีๆที่เราทำก็ส่งผลไปที่ลูกหลาน ให้ได้รับแต่สิ่งที่ดีๆเช่นเดียวกัน

หน้าหนาวกำลังผ่านไปอย่างอาลัย วันเวลาหมุนเวียนผันเปลี่ยน เราก็คอยหน้าหนาวให้กลับมาอีก ผ่านไปเป็นปีๆ ปรากฎว่า คอยหน้าหนาวหน้าร้อนเพลินๆ เผลอนิดเดียว เข้าๆไป ๖๘ ปี และเหลืออีกไม่นานก็อำลากันแล้ว ตอนนี้ ก็ขอตั้งจิตปรารถนาให้ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ประสบแต่สิ่งที่ดีๆ ตามกรรมดี ที่ทุกคนต่างก็สร้างสมไว้ ไม่มีใครอยากทำชั่วหรอก ต้องมีเหตุปัจจัยอะไรสักอย่างมาดลใจ ถ้าเราพยายามเข้าใจ และอภัย เราก็จะมีความสุข การอภัยเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่มาก  ยังไง พยายามทำปัจจุบัน (วันนี้) ให้ดีที่สุด แต่ที่เคยดื่มกิน ทำอะไรมันๆ ก็อาจจะต้องทำระลึกถึงความหลังบ้าง มิใช่ บวชถือศีลแต่อย่างเดียว

ผมดูทางโทรทัศน์ และรูปในหนังสือต่างๆ เห็นประเทศในอัฟริกา ผู้คนอดอยาก เห็นเด็กๆหิวโหย เหลือแต่กระดูก เหมือนกระดูกหุ้มหนัง เดินไม่ไหว ต้องรับกรรมโหดร้ายยิ่งกว่าสัตว์ในป่า ทุกครั้งที่เห็นนั้น ทำให้ผมคิดมาก อยากไปทำอะไรสักอย่าง เราช่วยคนจนในประเทศเรา ซึ่งถ้าเทียบกับพวกเขาเหล่านั้น ยังน่าสังเวช เวทนามากกว่า อยากให้มีกลุ่มของเราคนไทย ที่ไปวางแผนช่วยเหลือคนอดอยากโดยเฉพาะเด็กๆที่โน่นบ้าง ว่าจะทำอย่างไรดี ให้ปัญหาของพวกเขาเหล่านี้ เบาบางลงไป ที่เมืองไทย ยังไงก็มีกินมีใช้อยู่บ้าง

           เมตตาคืออาทรคนทั้งหลาย  มุ่งหมายให้เขานั้นมีความสุข

           กรุณา หวังให้คนพ้นความทุกข์  และช่วยปลุกปลอบใจให้เปรมปรีดิ์

           มุทิตา  ยินดีที่ผู้อื่น  ได้ชมชื่น  รับเกียรติและศักดิ์ศรี

           อุเบกขา ใจเป็นกลาง ในทางดี  ยึดหลักที่เที่ยงธรรมด้วยปัญญา

                                                                          ชวาลวุฑฒ ไชยนุวัติ (บู๊ คนเคยหนุ่ม)

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

February 26th 2015

Today is my 69th birthday. starting the day with waking up before 3.00am and having only few hour sleeping, I surprise if I had too much serious activities yesterday and last night.  There were some business meeting and dinner and then came back home with two telephone calls. These have made me a kind of sleep less.


Today, there will be some one coming to see me at 8.30am and other at 9.00am, then I'll manage the tables on the house's front yard for evening dinner. This year friends will be less and willbe continue to be lesser every year because all are getting older and could not manage to come easily.
The old days will be missing and longing


This is the fact of life. There is nothing permanently. People come and they go.  We are getting growing up and getting old. Nothing is belong to us even our bodies and lives.  Finally we have to leave and new comers replace us as we have replaced our ancestors.


Real happiness is being healthy as long as possible. The ways I could learn to do this matter are eating less and less fat food and do some exercise strictly. More over, thinking in positive ways, peaceful mind, not too get furious, giving habit and learning to love inocently are to be taken into account.


I am wring this very early and try to come back to my blog. I have left this blog for quite long and now promise myself to come back again. Thanks for reading and will come soon